เรามีเคล็ดลับคุณแม่มือใหม่เพื่อการตั้งครรภ์อย่างมีความสุขมาฝากกัน โดยมีคำแนะนำให้คุณแม่ปฏิบัติตาม เพื่อที่จะให้ก้าวแรกของชีวิตลูกน้อยเริ่มต้นได้อย่างดีที่สุด ทุกคำตอบได้รวมไว้แล้วที่นี่ ให้คุณได้เรียนรู้เคล็ดลับสำหรับคุณแม่มือใหม่ ตั้งแต่การตั้งท้อง การดูแลครรภ์ ระยะตั้งครรภ์ การกำหนดคลอด โภชนาการคุณแม่ตั้งครรภ์ พัฒนาการลูกน้อยในครรภ์ และโภชนาการสำหรับลูกน้อยในแต่ละช่วงวัย

คำถามที่พบบ่อย

ปวดหลัง ปวดหัวหน่าว ก้นกบ

เมื่อใกล้คลอดส่วนนำของทารกในครรภ์จะเคลื่อนเข้าสู่อุ้งเชิงกราน  ทำให้ส่วนนำของทารกกดที่กระดูกก้นกบ ( Coccyx ) มดลูกจะถ่วงน้ำหนักถ่วงมาด้านหน้าทำให้ต้องเกร็งกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างมากขึ้น ประกอบกับ เอ็นข้อต่อต่างๆยืดขยาย ยืดหยุ่นมาก  การที่ส่วนนำของทารกกดที่กระดูกก้นกบ และเคลื่อนเข้า กระดูกเชิงกรานนั้นจึงทำให้แม่ปวดหลังบริเวณเชิงกราน และบริเวณก้นกบได้ วิธีบรรเทาคือเวลายืนพยายามยืดหลังตัวตรง หลีกเลี่ยงการยกของหนัก เดินหรือนั่งนานเกินไป ควรนั่งพักหรือเปลี่ยนอิริยาบทบ่อยๆ

แม่ท้องเสีย จะมีผลต่อลูกในท้องหรือไม่

ท้องเสียไม่มีผลกระทบร้ายแรงต่อลูกน้อยในครรภ์ถ้าไม่เกิดบ่อยและอาการไม่รุนแรงคะ เพราะอาการของท้องเสียจะมีการเคลื่อนไหวของลำไส้รุนแรง
คุณแม่บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้และอาเจียน อาการที่กล่าวมาอาจจะส่งผลให้มดลูกมีการหดรัดตัว เป็นสาเหตุให้เกิดการแท้งหรือคลอดก่อนกำหนดได้ นอกจากนี้คุณแม่อาจขาดน้ำและอาหาร ลูกก็จะน้ำหนักน้อยได้ ดังนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์จึงต้องระวังภาวะท้องเสีย เพราะท้องเสียเกิดจากการรับประทานอาหารไม่สะอาดหรือมีเชื้อโรคปนเปื้อน ถ้าไม่มีไข้ ไม่ปวดท้องรุนแรง ถ่ายออกมาเป็นน้ำเหลืองๆ ไม่มีมูก ไม่มีเลือดปน คุณแม่รอดูอาการไปก่อนได้ค่ะ
พักผ่อนและควรดื่มน้ำมากๆเพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไป ถ้าพบว่ามีอาการปวดท้องมากขึ้น ถ่ายเป็นมูกเลือด มีไข้ อ่อนเพลีย ควรรีบไปพบแพทย์
เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมค่ะ

กินยาพาราเซทตามอล ได้หรือไม่

คุณแม่กินพาราเซทตามอลซึ่งเป็นยาแก้ปวดและลดไข้ที่ใช้ได้ปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ ยังไม่มีรายงานว่าทำให้ลูกน้อยเกิดความผิดปกติ
แต่ก็ไม่ควรกินต่อเนื่องนานเกินไปเพราะมีผลต่อการทำงานของตับ หาก 2-3 วันแล้วอาการไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์ตรวจ

ท้อง ทำเล็บ ทำสีผมได้หรือไม่

คุณแม่สามารถทำเล็บ ทำสีผมได้ค่ะ เพียงเลือกร้านที่มีอุปกรณ์สะอาดและปลอดภัย มีช่างผู้ชำนาญ ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ปราศจากสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อระบบหายใจและผิวหนังค่ะ ช่วงท้องแก่ การนั่งนานๆระหว่างทำคุณแม่อาจอึดอัด ไม่สุขสบายได้ และกลิ่นของน้ำยาอาจรบกวนทำให้เวียนศีรษะได้ง่าย   ถ้ารูสึกไม่สบายจะลุกจะนั่งให้ระวังอุบัติเหตุด้วยนะคะ

ดื่มนมแล้วท้องเสีย

ธรรมดาผู้ที่ไม่เคยดื่มนมแล้วมาดื่ม ในระยะแรกๆจะมีอาการถ่ายเหลวได้แต่ไม่มีอาการปวดมวนท้องค่ะ เพราะแต่ละคนจะมีระบบการย่อยน้ำตาล
ในนมไม่เหมือนกัน หากคุณแม่ดื่มนมแล้วถ่ายเหลว ให้ลองเริ่มด้วยการชงนมให้จางลง ดื่มวันละ 1/2 แก้วก่อน เมือดื่มได้ไม่ถ่ายเหลวจึงค่อยๆ
ปรับเพิ่มนมเป็นชงปกติ ไม่ควรดื่มนมในช่วงที่ท้องว่างอาจดื่มพร้อมกินขนมปังหากไม่มีปัญหาเรื่องถ่ายเหลวแล้วแสดงว่าร่างกายปรับตัวได้แล้ว
ค่อยๆเพิ่มจนได้วันละ 1 -2 แก้วค่ะ

ปวดแปลบที่ท้องน้อยหรือขาหนีบ

เกิดจากการยืดตัวของเอ็นยึดมดลูก เมื่อมดลูกมีขนาดใหญ่ขึ้น เอ็นนี้ก็จะยืดตัว มีความตึงจึงเกิดอาการปวด มักจะเกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ 14 -28
เวลายืนหรือเดินนานๆ เมื่อมีอาการควรนั่งพัก ยกเท้าสูงเพื่อผ่อนคลาย สักครู่อาการจะหายไปค่ะ อาการนี้ไม่เป็นอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์
จะค่อยๆดีขึ้นหลังอายุครรภ์ 24 สัปดาห์ค่ะ

ตั้งครรภ์อยู่ กินอาหารรสจัดได้มั้ยค่ะ

อาหารรสเผ็ดส่งผลให้เกิดอาการกรดไหลย้อน และแสบบริเวณทวารหนักเวลาขับถ่ายได้ ทำให้ปวดมวนท้อง ซึ่งอาการเหล่านี้ส่งผลให้คุณแม่ไม่สุขสบาย
จึงควรหลีกเลี่ยงค่ะ ส่วนการกินรสเค็มต่อเนื่องก็อาจทำให้บวมได้ง่าย เสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูง นอกจากนี้การกินอาหารรสหวานนานๆ
ก็อาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคเบาหวานซึ่งส่งผลต่อลูกในครรภ์ได้

ทำไมคุณแม่ตั้งครรภ์ จึงควรพบหมอฟัน

เพื่อตรวจดูว่ามีปัญหาเรื่องฟันหรือไม่ หญิงตั้งครรภ์เป็นโรคเหงือกอักเสบได้ง่ายกว่าปกติเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย
หากมีการติดเชื้อในช่องปาก โอกาสเสี่ยงที่จะคลอดก่อนกำหนดและลูกอาจมีขนาดตัวเล็กเกินไปได้ คุณแม่จึงควรไปพบทันตแพทย์นะคะ ช่วงที่เหมาะกับการทำฟันคือช่วงตั้งครรภ์ 4 -6 เดือน ก่อนหน้านี้ไม่เหมาะเพราะยังมีอาการแพ้ท้อง มีคลื่นไส้อาเจียนอยู่และอาจทำให้แท้งได้ ส่วนช่วง 7-9 เดือนท้องที่โตขึ้นก็ทำให้ไม่สะดวกในการนอนบนเตียงทำฟันและอาจทำให้คลอดก่อนกำหนดได้เช่นกันค่ะ สุขภาพที่แข็งแรงของคุณแม่มีส่วนสำคัญต่อลูกน้อยในครรภ์อย่างมาก ขณะที่เจริญเติบโตอยู่ในครรภ์ ฟันน้ำนมและฟันแท้ของลูกน้อยก็จะค่อยๆสร้างไปพร้อมอวัยวะอื่นๆของร่างกาย คุณแม่จึงควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เช่นไข่ นมสด ปลา น้ำมันตับปลา ผักผลไม้ เพื่อการสร้างฟันของลูกน้อย โดยเฉพาะผักผลไม้เป็นอาหารที่มีเส้นใยช่วยทำความสะอาดฟันของคุณแม่ไปในตัวซึ่งจะช่วยลดฟันผุได้ดีด้วยค่ะ

ตั้งครรภ์อยู่ ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทไหนบ้างคะ 2

“ระหว่างวัน หรือการดื่มเครื่องดื่มที่อาจมีส่วนผสมของคาเฟอีนอยู่
กาแฟชา น้ำอัดลม ช็อคโกแลต หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเป็นส่วนผสม สามารถส่งผ่านทางเลือดของคุณแม่ไปสู่ทารกในครรภ์ ดังนั้นจึงควรควบคุมปริมาณของคาเฟอีนที่ร่างกายบริโภคเข้าไป เพราะว่าการบริโภคคาเฟอีนในปริมาณที่มาก
จะส่งผลต่อการตั้งครรภ์ได้

ชีสบางชนิด หลีกเลี่ยงชีสในกลุ่ม Camembert, Brie, หรือชีสอื่นที่มีลักษณะผิวแบบเดียวกัน นอกจากนั้นยังควรหลีกเลี่ยงชีสที่มีเส้นสีน้ำเงินแทรก เช่น Stilton ด้วย ชีสเหล่านี้มีเชื้อ “”ลิสทีเรีย”” ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ทำอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้แต่ถ้าอยากรับประทานจริงๆ
ให้เปลี่ยนเป็น Cheddar หรือ cottage cheese, processed cheese หรือ cheese spread

ปาเต (pâté) หมายถึงเนื้อหรือตับบดผสมไขมัน เครื่องใน หรือเครื่องเทศที่ใช้ทาขนมปัง อาหารกลุ่มนี้มีเชื้อลิสทีเรียซึ่งควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน”

ตั้งครรภ์อยู่ ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทไหนบ้างคะ 1

” แม้หญิงตั้งครรภ์สามารถรับประทานอาหารส่วนใหญ่ได้เหมือนปกติ แต่อาหารบางอย่างควรหลีกเลี่ยงเนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาหารเป็นพิษ การติดเชื้อ หรือส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้ “

ไข่ดิบหรือไข่ลวกกึ่งดิบกึ่งสุก ไข่มีเชื้อซาลโมเนลลาที่ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ การรับประทานไข่ควรปรุงให้สุกก่อนทั้งไข่แดงและไข่ขาว ไม่ควรรับประทานไข่ที่มีบางส่วนยังดิบอยู่ หรือน้ำสลัดปรุงเองที่มีส่วนผสมของไข่ดิบ แต่น้ำสลัดและมายองเนสที่ซื้อตามร้านส่วนใหญ่ใช้ไข่ที่ผ่านการพาสเจอไรส์แล้ว
ดังนั้นจึงไม่ค่อยเป็นปัญหา

เนื้อสัตว์ดิบหรือปลาดิบ  ควรรับประทานเนื้อสัตว์ปรุงสุกแล้วในอุณหภูมิที่สูงมากๆ โดยให้สุกจนไม่เหลือส่วนที่เป็นเนื้อแดงอยู่เลย  อาหารดิบอาจมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อต่างๆเช่น โคลิฟอร์มแบคทีเรีย  Toxoplasmosis และ Salmonella
ปลาบางชนิด

ปลาบางชนิดมีสารปรอทตกค้างในปริมาณสูงซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาระบบประสาทของทารกในครรภ์ได้   ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงปลากลุ่มนี้
ได้แก่ ปลาทะเล, หูฉลาม

ส่วนปลาทูน่าถ้าจำเป็นจริงๆ ควรจำกัดไม่รับประทานเกิน 2 ชิ้นสเต็คทูน่าต่อสัปดาห์  ปลาอื่นที่ไม่ใช่ปลาทะเลสามารถรับประทานได้ทั้งหมดและควรรับประทานเนื่องจากเป็นอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย  ควรรับประทานปลาอย่างน้อย 2 ส่วนต่อสัปดาห์ โดยหนึ่งส่วนเป็นปลาที่มีน้ำมันปลาอยู่ด้วย

ถั่วลิสง ถ้าตัวหญิงตั้งครรภ์, สามี, หรือญาติทางฝั่งตนเองหรือสามีมีประวัติแพ้อาหารหรือประวัติภูมิแพ้ เช่น แพ้ละอองเกสรหรือหอบหืด
คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วลิสงทั้งระหว่างตั้งครรภ์และให้นมบุตรด้วย

หอยดิบ  หลีกเลี่ยงการรับประทานหอยดิบขณะตั้งครรภ์เนื่องจากบางครั้งมีไวรัสและแบคทีเรียปนเปื้อนมาด้วยและอาจทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้
เช่นหอยแครงลวก ควรรับประทานหอยที่ปรุงสุกแล้วเท่านั้น

แอลกอฮอล์ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากขณะตั้งครรภ์อาจทำอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ มีหลักฐานยืนยันว่าสัมพันธ์กับ
ความพิการแต่กำเนิดและน้ำหนักตัวแรกคลอดน้อยด้วย   การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปอาจส่งผลร้ายต่อสภาวะสารอาหารของมารดาได้
โดยจะไปรบกวนการดูดซึมสารอาหารหรือลดความอยากอาหารลง ทำให้มารดากินน้อยลง

คาเฟอีน  ปัจจุบันยังไม่มีการรายงานที่แน่ชัดว่าคาเฟอีนมีผลต่อการพัฒนาการของเด็กหรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ส่วนใหญ่จะแนะนำว่า
หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารคาเฟอีนอยู่เกิน 200 – 300 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งอาจจะเป็นเท่ากับการดื่มกาแฟ 2-3 แก้ว
แต่คุณแม่ควรระลึกเสมอว่าร่างกายอาจได้รับสารคาเฟอีนมาจากการรับประทานอาหาร”

ตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 หายใจไม่สะดวกและเจ็บชายโครงเกิดจากอะไร

“เนื่องจากเป็นช่วงที่ลูกเติบโตเร็วมาก มดลูกขยายตัวไปดันปอดทำให้หายใจไม่สะดวกและเจ็บชายโครงได้ วิธีแก้ไข ให้นั่งหลังตรง หายใจเข้าลึกๆ
พร้อมค่อยๆยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ กลั้นหายใจนับ 1, 2, 3 แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกทางปากช้าๆพร้อมปล่อยแขนลงตามเดิม
ทำเช่นนี้หลายๆรอบ การฝึกหายใจแบบนี้เป็นการบริหารปอดและกล้ามเนื้อหน้าอกจะช่วยให้คุณแม่สบายขึ้นค่ะ และยังช่วยลดความเจ็บปวดขณะคลอดได้ด้วยค่ะ ช่วงนี้ควรกินอาหารทีละน้อยแต่เพิ่มมื้อขึ้น เพราะกระเพาะอาหารก็ถูกเบียดไปด้วยเช่นกันค่ะ”

ขณะตั้งครรภ์มีเพศสัมพันธ์ได้มั้ย

ตั้งครรภ์ปกติ มีเพศสัมพันธ์ได้ตลอดการตั้งครรภ์ เพียงระมัดระวังเรื่องความรุนแรงและน้ำหนักที่กดทับ ถ้ามีประวัติเลือดออก แท้ง คลอดก่อนกำหนด
รกเกาะต่ำ ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ช่วงครรภ์ 1 -3 เดือนป้องกันการแท้ง และช่วง 7-9 เดือนป้องกันการคลอดก่อนกำหนด

ทำไมเมื่อท้องแก่จึงมีอาการปวดหลังบ่อยๆ

“เนื่องจากเอ็นมีการยืดขยาย ข้อต่อต่างๆหลวมและยืดหยุ่นมากขึ้นโดยเฉพาะบริเวณอุ้งเชิงกรานขนาดของมดลูกขยายใหญ่ขึ้น
ประกอบกับส่วนนำของทารกเคลื่อนลงมาต่ำและมากดกระดูกรองนั่ง(Coccyx) การรับน้ำหนักของมดลูกที่โตและการที่ส่วนนำกดกระดูกรองนั่ง
จึงทำให้คุณแม่ครรภ์แก่มีอาการปวดหลังได้”

การป้องกัน
– ให้ใส่ร้องเท้าส้นเตี้ย สวมสบาย
– เวลายืนพยายามดึงให้หลังตรง ไม่แอ่นไปตามท้องที่ถ่วงไปด้านหน้า เพราะจะทำให้ปวดหลังมากขึ้น ไม่ควรยืนหรือเดินมากเกินไป ไม่ยกของหนัก
การทรงตัวในท่าต่างๆให้ถูกต้อง เช่น ย่อเข่าลงหยิบของที่พื้น ไม่ก้มลงไปหยิบ
– เวลานอนหงายใช้หมอนหนุนใต้เข่าพอรู้สึกสบาย ถ้านอนตะแคง ให้กอดหมอนข้างเพื่อไม่ให้กดทับแขนอีกข้าง และงอเข่า 1 หรือ 2 ข้าง เข่าด้านบนหนุนด้วยหมอนนุ่มๆ หรือใช้หมอนขั้นอยู่ระหว่างเข่า 2 ข้าง และมีหมอนอีกใบหนุนท้องไว้
– เวลานั่งให้ก้นชิดพนักเก้าอี้ ถ้ามีอาการปวดให้ใช้วิธีประคบร้อน การออกกำลังกายเพื่อยืดกล้ามเนื้อส่วนหลัง เช่น ท่าแมว ก็ช่วยบรรเทา
– ให้สวมสเตย์(I-Cheer Maternity Support Belth)พยุงหน้าท้องร่วมด้วยค่ะ

ช่วงตั้งครรภ์มีตกขาวบ่อยๆ มีกลิ่นเหม็น มีอาการคันด้วย ต้องทำอย่างไร

ขณะตั้งครรภ์เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและมีเลือดไปเลี้ยงที่อวัยวะเพศมาก ทำให้ช่องคลอดชุ่มชื้น มีตกขาวมากขึ้น ปกติเป็นมูกสีขาวเหมือนแป้งเปียก ไม่มีกลิ่น ไม่คัน ดูแลทำความสะอาดหลังปัสสาวะ ล้างและเช็ดให้แห้งทุกครั้ง อาจใส่แผ่นอนามัยชนิดบางไว้ซับและควรเปลี่ยนทุกๆ 4ชม.
เพื่อลดการหมักหมมกับเชื้อโรค กางเกงในซักแล้วตากแดด หากตกขาวมีสีผิดปกติเช่นสีเหลืองหรือเขียว มีกลิ่นเหม็นและคันร่วมด้วย
ควรปรึกษาแพทย์เพราะอาจเป็นเชื้อราซึ่งมักเกิดในผู้หญิงที่มีภูมิต้านทานต่ำ ห้ามซื้อยามาเหน็บเองเพราะอาจไม่ใช่ยาที่เหมาะกับเชื้อที่เป็น

นมแม่ส่วนหน้า และส่วนหลัง ต่างกันอย่างไร

นมแม่แบ่งเป็น2ส่วนคือ
น้ำนมส่วนหน้า (Foremilk) เป็นน้ำนมที่ไหลออกมาในช่วงแรกของการให้นม จะค่อนข้างใส ไขมันต่ำ คาร์โบไฮเดรตสูง
เป็นแหล่งพลังงานของร่างกาย
น้ำนมส่วนหลัง (Hindmilk) เป็นน้ำนมที่ไหลออกมาหลังจากให้นมทารกไปได้ระยะหนึ่ง จะมีลักษณะข้นกว่า
มีไขมันสูงซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญต่อพัฒนาสมองและการเจริญเติบโตของร่างกาย แต่ไม่มีการแบ่งแยกที่ชัดเจนระหว่างน้ำนมส่วนหน้ากับน้ำนมส่วนหลัง

ลูกเดือนกว่ากินนมแม่อย่างเดียว ถ่าย 2 วันครั้ง ผายลมมีกลิ่นเหม็น มีอาการปวดท้องและร้องงอแง ลูกมีปัญหาระบบย่อยและการขับถ่ายหรือเปล่า ขอคำแนะนำวิธีแก้ปัญหาค่ะ

นมแม่มีสารอาหารครบถ้วน ย่อยง่าย ดูดซึมไปใช้ได้ดีจึงเหลือกากน้อย บางคนถ่าย 3-5 วันครั้งก็มีค่ะ หากลูกกินนมได้ หลับดี แข็งแรง ไม่โยเย
ถือว่าปกติค่ะ การที่ลูกร้องงอแง บิดตัวเหมือนไม่สบายท้องและผายลมด้วย เป็นไปได้เพราะกินนมแม่เฉพาะส่วนหน้า ซึ่งมีน้ำตาลนมมากกว่าทำให้เกิดอาการท้องอืด ยาที่คุณแม่ให้เป็นการแก้ปัญหาตามอาการเท่านั้น ใช้วิธีแก้ปัญหานี้ดีกว่าค่ะ ไม่ยากเลย โดยทุกมื้อนมพยายามให้ลูกดูดจนเกลี้ยงเต้าแต่ละข้าง
ซึ่งสังเกตได้จากเต้านมจะนิ่มลง แล้วจึงเปลี่ยนไปกินอีกข้างจนหมดเช่นกัน น้องก็จะได้นมทั้งส่วนหน้าและส่วนหลังที่อุดมไปด้วยสารอาหารและไขมันที่สำคัญในการเจริญเติบโตทั้งร่างกายและสมองของลูกน้อยค่ะ หากกินไม่หมด ให้ปั๊มเก็บส่วนที่เหลือไว้ใช้ได้ตามวิธีเก็บนมแม่ ทำเช่นนี้แล้วลูกก็จะได้สารอาหารครบถ้วนและแลคโตสในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไปจนทำให้ท้องอืดได้ค่ะ วิธีการเก็บนมแม่ดูเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์นี้นะคะ

น้ำนมพุ่ง

ตามธรรมชาติแล้วการผลิตน้ำนมของแม่จะผลิตจำนวนเพียงพอที่ลูกต้องการเท่านั้น สูติแพทย์และพยาบาลผดุงครรภ์จึงแนะนำให้คุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ให้ลูกดูดนมให้หมดเต้า หากดูดไม่หมด ควรบีบนมเก็บเป็นสต๊อกไว้ใช้เพื่อให้มีการสร้างน้ำนมใหม่เท่าเดิมหรือมากกว่า หากน้ำนมแม่ไหลพุ่งแรง คุณแม่แก้ไขได้โดยบีบนมออกเล็กน้อยก่อนให้ลูกดูด เอามือกดเบาๆที่ลานนมจะช่วยสกัดไม่ให้น้ำนมพุ่งแรง ให้ลูกอมส่วนหัวนม ล้ำเข้ามาด้านในเต้านมเล็กน้อยหรือเปลี่ยนท่าทางในการให้นมจากท่านั่งพิงท่านั่งเอนๆ เป็นท่านอนให้นมลูก จะช่วยทำให้น้ำนมไหลออกมาช้าลง ลูกจะดูดได้พอดีค่ะ

หัวนมแตกหรืออักเสบ ให้นมลูกได้หรือไม่ จะแก้ปัญหาอย่างไร

หัวนมแตกยังให้ลูกกินนมได้ค่ะ อาการหัวนมแตก สาเหตุเกิดจากคุณแม่ให้ลูกดูดนมโดยงับไม่ถึงลานนม ให้ดูดแต่หัวนมจึงทำให้หัวนมแตก

อาการของหัวนมแตกเริ่มแรกก่อนที่หัวนมจะแตก บริเวณหัวนมจะพุพอง มีน้ำใต้ผิวของหัวนมก่อน ต่อมาจะเห็นเป็นเส้นๆสีคล้ำ ต่อมาจะแตกเป็นแผล
ขณะให้นมลูกอาจมีเลือดปนออกมากับน้ำนมคะ
การรักษาหัวนมแตกหลังให้ลูกดูดนมแล้ว คุณแม่เช็ดหัวนมด้วยน้ำอุ่นให้สะอาดหลังจากนั้นให้บีบน้ำนมออกมาทาหัวนม อาการหัวนมแตกจะดีขึ้น ในกรณีที่หัวนมแตกทั้งสองข้าง คุณแม่ควรให้ลูกดูดนมข้างที่รู้สึกเจ็บน้อยก่อนจึงจะให้ไปดูดข้างที่รู้สึกเจ็บมาก

การป้องกันหัวนมแตก

1) ถ้าหัวนมแม่สั้นกว่า 0.5 เซนติเมตรหรือยาวกว่า 1 เซนติเมตร คุณแม่จึงต้องเรียนรู้การให้ลูกดูดนมเป็นพิเศษค่ะ

2) ลูกลิ้นไก่สั้นหรือเปล่า ถ้าสั้นต้องได้รับการแก้ไขจากแพทย์

3) คุณแม่ให้ลูกดูดนมโดยให้งับลึกถึงลานนมทุกครั้ง

4) ขณะให้ลูกดูดนม เมื่อต้องการเปลี่ยนให้ลูกไปดูดนมอีกข้างหนึ่ง ให้คุณแม่กดคางลูกให้ลูกอ้าปากเพื่อไม่ให้เหงือกครูดหัวนม

5) ขณะให้ลูกดูดนม คุณแม่ควรอุ้มลูกให้หน้าท้องของคุณแม่และลูกแนบชิดกันเพื่อให้ลูกดูดนมได้ถนัด

ช่วงสัปดาห์แรก น้ำนมไหลน้อยมาก จะพอให้ลูกกินไหมและควรให้ลูกดูดบ่อยและนานแค่ไหน

คุณแม่มีน้ำนมเพียงพอแน่นอนค่ะ ทั้งนี้เพราะในระยะแรกน้ำนมจะมีปริมาณน้อยแต่ให้พลังงานสูง
อีกทั้งความจุของกระเพาะอาหารของทารกเองก็เล็กมาก เพียงแต่คุณแม่ควรปฎิบัติดังนี้นะคะ

– ให้ลูกดูดถูกวิธีโดยให้งับลึกถึงลานนม และดูดบ่อยๆ ทุก 2-3 ชั่วโมง นานข้างละ 20 นาทีให้เกลี้ยงเต้า ซึ่งจะสังเกตได้จากเต้านมจะนิ่มลง และยังเป็นการกระตุ้นการสร้างน้ำนมด้วย หากลูกอิ่ม กินไม่หมด ให้ปั๊มน้ำนมที่เหลือเก็บสต็อกไว้ได้ค่ะ
– คุณแม่กินอาหารให้เพียงพอ หลากหลายชนิดให้ครบ 5 หมู่ มีข้าว หรือข้าวกล้อง เนื้อสัตว์ต่างๆ ปลาทะเล ตับ ไข่ นม ผักต่างๆ ผักสมุนไพรต่างๆ
ผลไม้ที่มีสีและรสชาติต่างกัน อาหารกระตุ้นน้ำนมที่ดีเป็นภูมิปัญญาไทย เช่น แกงเลียงที่มีผักใบเขียวและเหลือง หัวปลี ผักสมุนไพรหลากหลาย ไก่ผัดขิง
ผักกุยช่าย และผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ดื่มน้ำอุ่นๆหลังให้นมทุกมื้อ จิบน้ำบ่อยๆอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว ดื่มนมวันละ 1-2 แก้ว และการพักผ่อนที่เพียงพอ หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง อาหารรสจัด เครื่องดื่มและอาหารที่มีแอลกอฮอล์ รวมทั้งยาดองเหล้า กาแฟ บุหรี่ เท่านี้คุณแม่ก็จะมีน้ำนมมากพอสำหรับลูก สำหรับยาทุกชนิดควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

ผมร่วงหลังคลอด เกิดจากการให้นมลูกหรือขาดสารอะไร

ผมร่วงหลังคลอดเป็นเรื่องปกติเกิดจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในร่างกายระหว่างตั้งครรภ์ เมื่อฮอร์โมนปรับเข้าสู่สภาวะปกติซึ่งประมาณ 6-12 เดือน หลังคลอดแล้วอาการก็จะหายไปค่ะ ในระหว่างที่ผมร่วงมาก คุณแม่อาจถือโอกาสเปลี่ยนทรงผม โดยอาจตัดผมสั้นซึ่งเป็นทรงที่ต้องการการดูแลน้อย
ไม่ต้องหวีบ่อยๆ เพราะการหวีผมหรือแปรงผมแรงๆและบ่อยๆนั้นจะทำให้ผมร่วงมากขึ้น การรับประทานอาหารประเภทโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ปลา ถั่ว อย่างเพียงพอก็ช่วยได้ค่ะ

น้ำคาวปลา

น้ำคาวปลา เป็นเลือดปกติที่ออกจากบาดแผลที่รกเกาะในโพรงมดลูก แบ่งออกเป็น 3ระยะ ปกติควรจะหายไปภายใน 15-30 วันหลังคลอด ถ้าคลอดด้วยวิธีผ่าตัดน้ำคาวปลาจะหมดเร็วเพราะแผลโพรงมดลูกจะถูกดูแลโดยแพทย์ขณะผ่าตัดช่วยคลอด อาจจะไม่ถึง 10 วัน บางคนมีเพียงแค่ 4-5 วัน

โดยทั่วไปน้ำคาวปลาจะค่อยๆ หายไปเหมือนกับการหายไปของประจำเดือน
แต่จะหมดไปช้ากว่าการมีประจำเดือนเพราะแผลที่เกิดจากรกเกาะลึกกว่าเยื่อบุโพรงมดลูก

ระยะที่ 1 น้ำคาวปลาระยะแรกจะเป็นน้ำเลือดสีแดงสด พบอยู่ 3-5 วัน

ระยะที่ 2 น้ำคาวปลาในระยะนี้จะมีลักษณะเป็นสีแดงจางๆ หรือเป็นเส้นเลือดเล็กๆผสมน้ำสีแดงจาง หรือเส้นเลือดสีคล้ำผสมน้ำเหลือง น้ำคาวปลาในระยะนี้จะหายไปภายใน10-15 วันหลังคลอด

ระยะที่ 3 น้ำคาวปลาระยะนี้จะมีลักษณะของไข่ขาวจำนวนน้อยมาก จะมีจนถึงเกือบสัปดาห์ที่ 3-4 หลังคลอด
ในขณะที่คุณแม่มีน้ำคาวปลาต้องรักษาความสะอาดบริเวณอวัยยวะสืบพันธุ์ให้ดี เพราะแผลในโพรงมดลูกยังไม่หายสนิท ถ้าน้ำคาวปลามีสีแดงสดหรือมีกลิ่นเหม็น อาจเกิดการติดเชื้อได้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีค่ะ

ปวดมดลูกเป็นพักๆ หลังคลอดเพราะอะไร ขอวิธีการแก้ไข

เป็นอาการปกติหลังคลอด เกิดจากการหดรัดตัวของมดลูกเพื่อทำให้เส้นเลือดที่ฉีกขาดถูกบีบเพื่อให้เลือดหยุดไหล หรือเกิดขณะที่ลูกดูดนมแม่จะกระตุ้นให้มีฮอร์โมนหลั่งทำให้มดลูกหดรัดตัวมากขึ้นเพื่อให้มดลูกเข้าอู่และน้ำคาวปลาหมดเร็ว ถ้าปวดมากแก้ไขได้โดยกินยาแก้ปวดทุก 4-6 ชั่วโมง วางกระเป๋าน้ำร้อนหลังคลอดแล้ว 24 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

หลังคลอดมีอารมณ์แปรปรวน ซึมเศร้า เพราะอะไร

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดเกิดจากฮอร์โมนที่สร้างจากรกหายไปทำให้แม่หลังคลอดเกิดอารมณ์เหงาเศร้าลึก หงุดหงิด ซึ่งอาการจะมากหรือน้อยนั้นเกิดจากบุคลิกภาพและปัญหาส่วนตัว โดยทั่วไปอาการที่กล่าวมาควรจะหายไปภายใน 2 สัปดาห์ อาการนี้เกิดขึ้นกับแม่ๆหลังคลอดทุกคน ถ้าคุณแม่รู้ที่จะอยู่กับอาการดังกล่าวและที่สำคัญอย่างยิ่งครอบครัวต้องรับทราบว่าหลังคลอด คุณแม่อาจจะมีอารมณ์แปรปรวน ทุกคนรับได้กับพฤติกรรมแปลกๆของคุณแม่ จะช่วยให้ผ่านอารมณ์ดังกล่าวไปได้โดยง่าย เพราะมีการเตรียมตัวว่าจะต้องพบอารมณ์ของคุณแม่หลังคลอดแน่นอน ครอบครัวเพียงแต่ให้กำลังใจ
และประคับประคองจิตใจ อาการต่างๆก็สามารถหายได้เอง นอกจากบางรายที่มีอาการมากกว่า 2 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์

ทำไมหลังผ่าคลอดจึงห้ามเดินขึ้นลงบันได

ระหว่างตั้งครรภ์เส้นเอ็นที่ดึงรั้งมดลูกทำงานมาก เพื่อให้เส้นเอ็นที่ดึงรั้งมดลูกให้กลับเข้าที่จึงแนะนำคุณแม่หลังคลอด ไม่ให้นั่งยองๆ ยกของหนัก
ก้าวขึ้นหรือลงบันได ซึ่งจะทำให้ต้องเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง เอ็นทำงานหนัก พฤติกรรมดังกล่าวจะทำให้มดลูกหย่อนได้

การเลิกนมตอนดึก

การงดให้นมน้องไม่ว่าจะเป็นนมแม่หรือนมผสมในช่วงหลังเที่ยงคืน หากกลางวันน้องกินนมเพียงพอกลางคืนจะไม่ตื่นบ่อย
ซึ่งเริ่มฝึกได้ตั้งแต่ลูกอายุ 4 เดือนหากทำได้ตั้งแต่เนิ่นๆจะทำให้เด็กนอนหลับได้ยาวนานขึ้น ฮอร์โมนในการเจริญเติบโตจะหลั่งออกมาทำงานได้ดี
ลูกก็จะมีพัฒนาการและการเจริญเติบโตเต็มที่ค่ะอีกทั้งเป็นผลดีต่อสุขภาพช่องปากและฟันเพราะพบว่าการกินนมมื้อดึกส่งผลให้เด็กฟันผุได้ง่าย
รวมทั้งคุณแม่ก็เหนื่อยน้อยลง เพราะไม่ต้องกังวลว่าลูกจะร้องกลางดึก และยังทำให้นอนหลับพักผ่อนได้เต็มที่ค่ะ

การเล่านิทานให้ลูกฟัง ควรทำตั้งแต่อายุเท่าไร

สามารถเริ่มเล่านิทานให้น้องฟังได้ตั้งแต่น้องอยู่ในครรภ์ช่วงประมาณ 5 เดือนขึ้นไปค่ะ เสียงจะช่วยกระตุ้นการสร้างเครือข่ายสายใยประสาทที่ดีค่ะ
เมื่อน้องอายุ 4-6 เดือน คุณแม่อ่านหรือเล่านิทานด้วยการใช้นิทานที่เน้นรูปภาพ ตัวหนังสือน้อยๆ แผ่นกระดาษหนาๆ เนื้อเรื่องสั้นๆ เข้าใจง่ายประกอบ เพื่อสร้างจินตนาการกระตุ้นพัฒนาการด้านภาษา และยังช่วยส่งเสริมการรักการอ่านด้วยค่ะ กิจกรรมนี้เป็นการส่งเสริมสายใยรักระหว่างแม่และลูกอย่างดีเลยคะ สนับสนุนให้คุณแม่ทำกิจกรรมนี้อย่างต่อเนื่องเลยค่ะ

ผมร่วงในเด็กแรกเกิด

วัฎจักรของเส้นผมนั้นแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงเติบโต ช่วงพัก และช่วงหลุดร่วง ในเด็กแรกเกิดจะมีอาการผมร่วงในช่วง 6 เดือนแรกหลังคลอดได้ เพราะเซลล์ผมทั้งหมดหยุดเจริญเติบโตพร้อมกันหมด จึงทำให้ผมของเด็กเกิดการหลุดร่วง สาเหตุเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย และผมใหม่ก็เริ่มขึ้นมาแทน หากหนังศีรษะ ไม่บวมแดง ไม่คัน ก็สบายใจได้ค่ะ

ลูกลิ้นเป็นฝ้าขาว

ฝ้าขาวที่ลิ้น มักเป็นปัญหาของเด็กในขวบปีแรกที่เลี้ยงด้วยนมผสม คุณแม่สามารถป้องกันอาการนี้ได้โดยล้างมือให้สะอาดทุกครั้งในเวลาที่จะเตรียมนมผสม และให้นมลูกหลังกินนม ให้ลูกดูดน้ำตามเพื่อล้างคราบนมเนื่องจากนมผสมมีความเข้มข้นจึงติดเป็นคราบได้ง่าย คุณแม่เช็ดทำความสะอาดในช่องปากให้ลูกเป็นประจำทุกเช้าและเย็นโดยใช้ผ้านุ่มๆชุบน้ำหมาด พันนิ้วชี้แล้วเช็ดตามสันเหงือก กระพุ้งแก้มและลิ้น จะช่วยป้องกันฝ้าขาวได้ดีค่ะ

ลูกถ่ายเขียว

เป็นลักษณะปกติของน้องที่กินนมผสมซึ่งการเสริมธาตุเหล็ก เมื่อร่างกายนำไปใช้เพียงพอแล้ว ธาตุเหล็กส่วนที่เหลือจะมีการขับออกทางอุจจาระจึงทำให้ถ่ายเป็นสีเขียวได้ คุณแม่ไม่ต้องกังวัลนะคะ

การทำความสะอาดสะดือในเด็กแรกเกิด

“ควรทำความสะอาดสะดือของลูกวันละ 2 ครั้งหลังอาบน้ำทุกวัน หรือเมื่อสะดือเปียกแฉะในระหว่างที่สายสะดือยังไม่หลุด เช็ดทำความสะอาดสะดือให้หมดทุกส่วน โดยเฉพาะบริเวณรอยต่อระหว่างสายสะดือกับบริเวณผิวหนัง ด้วยแอลกอฮอล์ 70% , เบตาดีน หรือน้ำยาตามที่โรงพยาบาลจัดให้
เช็ดตามขั้นตอนดังนี้
1.ล้างมือให้สะอาด
2.เทน้ำยาลงบนปลายคัตตั้นบัต พอชุ่ม จับที่ปลายสายสะดือยกขึ้น ใช้คัตตั้นบัตนั้นเช็ดสายสะดือโดยเช็ดจากล่างขึ้นบนจากโคนสะดือถึงปลายตัด และรอบๆโคน ออกแรงกดเล็กน้อย ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะเจ็บเพราะสายสะดือส่วนนี้ไม่มีเส้นประสาทมาเลี้ยง สะดือของเด็กแรกเกิดเป็นสิ่งที่ต้องดูแลอย่างพิถีพิถัน เพราะถ้าคุณแม่ทำความสะอาดสะดือไม่ดีหรือเป็นกังวลว่าลูกจะเจ็บจนทำความสะอาดไม่ทั่วถึง อาจทำให้สะดือสกปรกและมีการติดเชื้อได้
3.เช็ดบริเวณรอบสะดือเด็ก วนโดยรอบจากด้านในออกด้านนอก
ห้ามทาแป้งหรือยาอื่นๆบริเวณสะดือ และไม่ต้องปิด สายสะดือจะแห้งและหลุดไปได้เองภายใน7-10 วันหลังคลอด หากเกินเวลาแล้วสะดือยังไม่หลุด มีเลือดซึม สะดือแฉะ หรือมีอาการอักเสบ บวมแดง ควรพาไปพบแพทย์ค่ะ”

ลักษณะปัสสาวะในเด็กทารก

โดยปกติ ปัสสาวะในทารกจะมีสีเหลืองใส ไม่มีเลือดปน อาจพบสีเหลืองเข้มได้ในช่วงเช้า เพราะค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะเป็นเวลานาน หากทารกปัสสาวะมากกว่า 6-8 ครั้งต่อวันแสดงว่าได้รับนมแม่เพียงพอ

ลักษณะอุจจาระในเด็กแรกเกิด

ใน 2-3 วันแรก หลังคลอดทารกจะขับขี้เทาที่เกิดจากการดูดกลืนน้ำคร่ำในขณะที่อยู่ในท้องแม่ ซึ่งทั้งเหนียวและข้นหลังจากนั้นจึงจะเป็นนมที่
ได้รับหลังคลอด เด็กที่กินนมแม่จะถ่าย3-5ครั้งต่อวันซึ่งจะถ่ายบ่อยในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกหลังคลอด อุจจาระจะเป็นสีเหลืองทองมีน้ำเท่าๆกับเนื้อ
ถ้าแม่มีน้ำนมมากและให้ลูกดูดไม่เกลี้ยงเต้า ได้นมส่วนหน้าซึ่งมีน้ำตาลเลคโตสสูง ลูกจะถ่ายมีน้ำมากกว่าเนื้อ บางครั้งมีสีเขียวปน หรือบางครั้งจะมีเลือดปนออกมาเป็นเส้นๆได้คะ ถ้าลูกสบายดีไม่มีไข้ กินได้ นอนหลับได้ปัสสาวะเป็นสีเหลืองใสถือว่าเป็นเรื่องปกตินะคะในเด็กที่เลี้ยงด้วยนมผสม ควรได้นม
มื้อละ 2-3 ออนซ์ให้กินทุก 3 ชั่วโมง เด็กจะถ่ายน้อยกว่าเด็กที่กินนมแม่ อาจถ่ายวันละ 1-3 ครั้งหรือบางคนอาจถ่าย 2-3 วันครั้ง
โดยอุจจาระเป็นก้อนมีเนื้อมากกว่าน้ำ อาจจะเป็นสีซีดหรือมีสีเขียวปนได้

การให้นม และการดูแลทารกแรกเกิด

ทารกแรกเกิดจะกินนมทุกๆ 2-3 ชั่วโมง หากให้ทารกกินนมแม่ควรให้ทารกดูดนมทั้ง 2 ข้างๆละ 10-15 นาทีสลับกันไปมา จนกว่าเต้านมนิ่ม หรือทารกแสดงอาการว่าอิ่มซึ่งสังเกตได้จากการกระตุ้นที่มุมปากแล้วทารกไม่ยอมดูดต่อ และหลับ การให้ดูดนมจนหมดทารกจะได้ทั้งนมส่วนหน้าและส่วนหลังซึ่งจะมีปริมาณพลังงานที่เพียงพอ ปัสสาวะวันละ 6-8 ครั้งมีลักษณะเป็นสีเหลืองใส และนอนหลับนาน 2-3 ชั่วโมง ไม่ร้องกวน แสดงว่าได้รับนมเพียงพอแล้ว ทารกแรกเกิดจะต้องขับถ่ายภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด ซึ่งการขับถ่ายใน2-3 วันจะถ่ายเป็นขี้เทา ซึ่งจะมีลักษณะสีเทาดำปนเขียว เนื้ออุจจาระเนียนละเอียดแต่เหนียวมาก หากผสมกับปัสสาวะจะเห็นเป็นสีเหลืองเหมือนสีของน้ำดี หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง ทารกที่ได้รับนมแม่จะขับถ่ายวันละ 5-6 ครั้งโดยอุจจาระจะมีน้ำเท่าๆกับเนื้อส่วนใหญ่จะถ่ายบ่อยมากในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกหลังคลอด เมื่ออายุมากขึ้นจะถ่ายน้อยครั้งลง บางคน 3-5 วันถ่ายครั้งก็มี แต่อุจจาระนุ่มหรือเละๆก็ยังถือว่าปกติ ส่วนนมผสมวัยนี้จะกินครั้งละน้อยๆ 2-3 ออนซ์/มื้อ แบ่งเป็น6-8 มื้อต่อวัน อาจถ่าย 2-3 วันครั้ง
แต่อุจจาระนุ่ม เหนียวเป็นลำ หรือส่วนต้นแข็งเล็กน้อยแต่ส่วนต่อมานุ่ม อาจมีสีเขียวซึ่งเกิดจากธาตุเหล็กที่เหลือใช้และจะถูกขับออกมากับอุจจาระ
ถือว่าปกติ

ลูก 1 ขวบกว่า ไม่ค่อยกินข้าว

น้องเริ่มโตขึ้น พฤติกรรมการกินอาหารอาจเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ซึ่งเด็กวัยนี้จะกินข้าว 3 มื้อเป็นอาหารหลัก ส่วนนมจะเป็นอาหารเสริม ควรได้วันละ
18-24 ออนซ์ก็เพียงพอค่ะ บางช่วงอาจกินข้าวได้ดี แต่กินนมน้อยลง หรือบางช่วงอาจเบื่อข้าวแต่ กินแต่นมพอซึ่งถ้าน้องยังกินอาหารหรือนมบ้างในแต่ละวัน และไม่ได้มีอาการเจ็บป่วย น้ำหนักยังอยู่ในเกณฑ์คุณแม่ไม่ต้องกังวลนะคะเพราะช่วงวัยนี้เด็กจะเป็นตัวของตัวเอง สนใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ไม่อยู่นิ่ง ไม่ค่อยสนใจอาหารเพราะมีอย่างอื่นน่าสนใจกว่า คุณแม่ควรใช้เทคนิคเปลี่ยนเมนูอาหารบ่อยๆ ก่อนมื้ออาหาร 1-2 ชั่วโมงให้งดนม ขนม
ผลไม้ต่างๆ เพื่อให้น้องรู้สึกหิวจะได้กินอาหารได้มากขึ้นค่ะฝึกการกินข้าวเป็นเวลา ร่วมโต๊ะอาหารกับคุณพ่อคุณแม่ให้ตักข้าวกินเองและป้อนบ้างให้เวลา 30 นาที ไม่บังคับหรือตามป้อนเพราะจะต่อต้าน ใช้วิธีหลอกล่อให้น้องสนุกและเพลินกับการกินอาหาร ควรปิดทีวีเวลาอาหารเพราะจะดึงความสนใจ
ของน้องไปค่ะ