วิตามินและอาหารเสริมจำเป็นต่อหญิงตั้งครรภ์หรือเปล่า

วิตามินและอาหารเสริมจำเป็นสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์หรือเปล่า? ติดตามบทความดีๆเกี่ยวกับหญิงตั้งครรภ์ที่เว็บไซต์ของ Mommy Choose จำหน่ายชุดคลุมท้อง เดรสคนท้อง กางเกงคนท้อง เลคกิ้งคนท้อง เสื้อในให้นม ชุดชั้นในคนท้อง เสื้อในคนท้อง กางเกงในคนท้อง ผ้าคลุมให้นม ผ้ารัดหน้าท้อง คุณภาพดี ใส่สบาย

ในช่วงตั้งครรภ์ และเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นช่วงที่ผู้หญิงแต่ละคนจะต้องดูแล 2 ชีวิต คือ ทั้งตัวเองและลูกในท้องหรือทารกที่อายุยังน้อย คุณแม่ก็อาจจะมีความกังวลเกี่ยวกับอาหารการกินว่าตนเองจะกินอาหารต่างๆ ได้เพียงพอหรือไม่ จำเป็นต้องได้รับวิตามินหรืออาหารเสริมเพิ่มหรือเปล่า ในวันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจเรื่องนี้กันนะคะ ก่อนอื่นเราควรจะทราบความหมายของยาและอาหารเสริมว่าแตกต่างกันอย่างไรก่อนนะคะ

ยาและอาหารเสริม ต่างกันอย่างไร?

ยา

สิ่งที่ใช้กับสิ่งมีชีวิต (มนุษย์และสัตว์) เพื่อการวินิจฉัย บำบัด บรรเทา รักษา ป้องกันโรคหรือความเจ็บป่วย ซึ่งวิตามินก็จัดอยู่ในกลุ่มยาด้วย

อาหารเสริม

ผลิตภัณฑ์ที่กินเพื่อเสริมอาหารมื้อหลัก มีหลายรูปแบบทั้งเม็ด ผง เจล แคปซูล

สารอาหารที่จำเป็นสำหรับหญิงตั้งครรภ์

ในคนท้องและให้นมบุตรนั้นจำเป็นต้องได้รับสารอาหารและพลังงานในปริมาณที่มากกว่า
ผู้หญิงที่ไม่ตั้งครรภ์ ในหญิงตั้งครรภ์ต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติประมาณ
300 กิโลแคลลอรี่ต่อวัน และในหญิงที่ให้นมลูกต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติประมาณ 500 กิโลแคลลอรี่ต่อวัน

สารอาหาร ที่คุณแม่ต้องการเพิ่มขึ้น ประกอบด้วย ธาตุเหล็ก แคลเซียม โฟเลต และ DHA

ธาตุเหล็ก
จะนำไปใช้ในการสร้างเลือดให้กับทารกในครรภ์ และยังมีบทบาทในการช่วยสนับสนุนการทำงานของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงที่เป็นตัวนำออกซิเจนไปสู่ทารกในครรภ์ หากคุณแม่ได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอจะทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง ซึ่งส่งผลให้คุณแม่มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ธาตุเหล็กมีมากในเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ไข่แดง หอยแครง สาหร่ายทะเล ผักโขม ผักใบเขียวต่างๆ ถั่วลันเตา งา ลูกพรุน เป็นต้น

แคลเซียม
จำเป็นต่อการสร้างกระดูก ฟัน กล้ามเนื้อหัวใจ เซลล์ประสาท และเกล็ดเลือดของทารกในครรภ์ แคลเซียมมีในนม ปลาซาร์ดีน ปลากรอบ กุ้งแห้ง งา เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่ว คะน้า บรอกโคลี และข้าวโอ๊ต เป็นต้น

โฟเลต หรือกรดโฟลิก
มีบทบาทสำคัญในการสังเคราะห์ดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของเซลล์ รวมทั้งควบคุมการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารก การที่คุณแม่ได้รับโฟเลตตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ประมาณ 3 เดือน และได้รับอย่างต่อเนื่องระหว่างตั้งครรภ์จะช่วยในเรื่องการสร้างความสมบูรณ์ของสมองและระบบประสาทให้กับทารกอีกด้วย โฟเลตพบในอาหารหลายกลุ่ม ได้แก่ เนื้อสัตว์ (เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ ปลาดุก) ผักสด (ผักใบเขียวทุกชนิด คะน้า ผักโขม ถั่วลันเตา บรอกโคลี กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี มะเขือเทศ) ผลไม้สด (สับปะรด ส้ม มะละกอสุก ฝรั่ง) ธัญพืช (ข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว ลูกเดือย เมล็ดทานตะวัน)

DHA (Docosahexaenoic Acid)
คือ กรดไขมันชนิดจำเป็นต่อร่างกายชนิดไม่อิ่มตัว ซึ่งอยู่ในกลุ่มโอเมก้า 3 DHA มีประโยชน์ต่อทารกในครรภ์ คือ ช่วยพัฒนาระบบสมองและระบบการทำงานของตา DHA มีอยู่ในปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาทู ปลาที่มีไขมันสูง เช่น ปลาช่อน ปลาดุก ปลาตะเพียน ไข่แดง เนยถั่ว ถั่วเหลือง วอลนัต เป็นต้น

วิตามินอื่นๆจำเป็นไหม?

ส่วนวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ที่คุณแม่ตั้งครรภ์และให้นมบุตรต้องการเพิ่มขึ้นคือ วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี ไทอามีน ไรโบฟลาวิน ไนอาซิน วิตามินบี 6 วิตามินบี 12
กรดแพนโทเทนิก โคลีน แมกนีเซียม ไอโอดีน ทองแดง สังกะสี ซีลีเนียม โครเมียม แมงกานีส และโมลิบดีนัม วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ เหล่านี้ก็มีอยู่ในผัก ผลไม้สด
และเนื้อสัตว์หลากหลายชนิดที่นำมารับประทานกันอยู่แล้ว

ดังนั้นคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์และให้นมบุตรควรจะรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ โดยเพิ่มปริมาณขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้ได้พลังงานมากเพียงพอ รับประทานอาหารที่หลากหลาย สดสะอาด เตรียมใหม่เพื่อคงคุณค่าของสารอาหาร วิตามิน
และแร่ธาตุ ให้มากที่สุด ถ้าคุณแม่ที่มีภาวะโภชนาการปกติตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์สามารถรับประทานอาหารได้ครบถ้วน
ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องได้รับยาหรืออาหารเสริมใดๆ ก็ได้

ในสภาพสังคมปัจจุบันที่อาจทำให้คุณแม่หลายคนไม่มีโอกาสที่จะจัดเตรียมอาหารให้ตนเองได้ง่ายหรือทุกมื้อ อาจทำให้เกิดความไม่แน่ใจว่าตนเองจะได้รับสารอาหาร วิตามิน หรือเกลือแร่ครบถ้วนหรือไม่ ปัญหานี้คุณแม่ไม่ต้องกังวลใจนะคะ เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลและส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในประเทศไทย
ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติในการดูแลหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรว่า หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับยาบำรุงซึ่งประกอบด้วยธาตุเหล็ก โฟเลต วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็น ตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึงหลังคลอด 6 เดือน ถ้าคุณแม่ที่ตั้งครรภ์และให้นมบุตรได้มีการฝากครรภ์ต่อเนื่อง และตรวจหลังคลอดตามนัด ก็น่าจะได้รับยาบำรุงตามโครงการนี้

คุณแม่รายใดที่ได้รับยาบำรุงดังกล่าวแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปซื้อวิตามินชนิดอื่นมารับประทานเพิ่ม เนื่องจากอาจทำให้ได้รับวิตามินบางชนิดมากเกินไปก็ได้

ส่วนอาหารเสริมนั้น แม้จะมีการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณต่างๆ นานา บอกว่าเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ หรือช่วยบำรุงสารพัดอย่าง ก็น่าจะไม่จำเป็น ถ้าคุณแม่รับประทานอาหารได้ครบถ้วน รวมทั้งรับประทานยาบำรุง จากคุณหมอสม่ำเสมอเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

สรุป: คุณแม่ควรมีแพทย์ที่ปรึกษาเพื่อช่วยดูแล

สุดท้ายนี้คุณแม่รายใดที่มีปัญหาสุขภาพหรือภาวะโภชนาการที่ผิดปกติตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ก็ควรจะมีการปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลเรื่องการรับประทานอาหารหรือยาบำรุงที่เหมาะสม มากกว่าจะไปซื้อยาหรืออาหารเสริมต่างๆ มารับประทานเองนะคะ

ที่มา: https://thedistrictweb.com/parent/nutrients-vitamins-pregnancy-importance/